7 เรื่อง ที่ควรสอนในโรงเรียนไทย หากต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้น

โลกนี้เต็มไปด้วยโอกาส เกินกว่าที่เด็กไทยจะทำได้แค่ “ตั้งใจเรียนให้เก่งๆ ทำงานให้หนักๆ จ่ายภาษีให้น้อยที่สุด เก็บเงิน ซื้อบ้าน และอย่าเป็นหนี้” 

 

ฮาววาร์ด โจเซฟ รัฟ (Howard Joseph Ruff) นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนทางด้านเศรษฐกิจชื่อดังชาวสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า “หากผมสอนลูกได้เพียงสิ่งเดียว สิ่งนั้นคงจะเป็นทักษะการตลาด ด้วยสิ่งนี้ ลูกๆ ของผมจะสามารถสำเร็จกับทุกอย่างในชีวิตที่พวกเขาเลือกได้”

 

ทำไมรัฟถึงพูดแบบนั้น?

 

จากการที่ผมเคยเป็นทั้งลูกจ้าง ข้าราชการ และเป็นผู้ประกอบการ

ผมพบว่าในทุกบทบาทที่ผมเล่น "ทักษะทางการตลาด” เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

และมันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในแวดวงธุรกิจเท่านั้น

 

“การตลาด” เป็นคำที่ครอบคลุมการขาย การสร้างแบรนด์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อคุณค่าที่ถูกสร้างจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

.

เราต่างเคยเห็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถแต่ไม่มีความก้าวหน้าผ่านตากันมาแล้วทั้งนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่คู่ควร  

 

แต่เป็นเพราะพวกเขาขาดทักษะทางการตลาด ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานของชีวิต

 

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่

หากไม่มีทักษะนี้ แม้จะอยู่ในสาขาอาชีพใด เราจะไม่สามารถหาความก้าวหน้าในสายงานของเราได้เลย 

ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง

แต่เพราะความเก่งของเรา ไม่ถูก “มองเห็น”

 

การตลาดคือศิลปะ 

ทุกอย่างในโลกเป็นเรื่องของการตลาด

ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการตลาด 

ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขาย 

 

และเราควรหูตาสว่างกันได้แล้วว่า

การขายไม่ใช่แค่เรื่องของ “สินค้า” 

เพราะผู้คนจำนวนมากมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการขายสิ่งอื่น

ไม่จำกัดอยู่แค่สินค้าที่จับต้องได้เท่านั้น

 

การศึกษาในระบบโรงเรียนไทย ไม่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เลย 

 

สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดก็คือ 

เรามีหลักสูตรปริญญาเกี่ยวกับธุรกิจ

แต่อาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ กลับไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจ  

พวกเขาต่างเป็นลูกจ้างที่ไม่เคยลิ้มรสชาติของความเป็นผู้ประกอบการ

มีบ้างที่อาจารย์เหล่านี้เป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจ 

แต่พวกเขาก็ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจจริงๆ อยู่ดี 

ในฐานะที่ปรึกษา พวกเขาพร้อมที่จะถูกเลิกจ้างได้ตลอดเวลา

 

แล้วทำไมเราจึงไม่สอนสิ่งนี้กันในการศึกษาตามระบบ?

อาจเป็นเพราะระบบการศึกษาของเรามีไว้เพื่อผลิตคนป้อนเข้าอุตสาหกรรม 

มากกว่ามีไว้เพื่อผลิตคนออกมาสร้างอุตสาหกรรม (และสร้างงาน)

 

เราต่างต้องใช้เวลานานพอสมควรเพื่อที่จะเชี่ยวชาญในทักษะนี้ 

เศรษฐกิจของชาติจะดีกว่านี้มากผมเชื่อว่า

หากเด็กไทยทุกคนได้รับการปลูกฝังทักษะอย่างน้อย 7 เรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน .

 

1.วิชาค้นหาปัญหา 

 

ทุกธุรกิจในโลก เกิดขึ้นจากความพยายามในการแก้ปัญหาบางอย่างให้ใครบางคนเสมอ

เพื่อนสมัยเด็กของเราอาจเคยทำสิ่งนี้โดยที่เราหรือแม้แต่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

 

ผมเป็นคนที่ภาษาโบราณเรียกว่าเป็นพวก “มือร้อน” 

ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น 

ผมจึงมีปัญหามากกับวิชาเกษตร 

และแน่นอนว่าอาจารย์เกษตรจะสั่งงานให้เราปลูกต้นไม้ง่ายๆ ส่งก่อนสอบปลายภาค

 

ไม่ต้องเล่าต่อก็น่าจะรู้ว่า 

ในจังหวะนั้นจะต้องมีเพื่อนคนนึงรับจ้างปลูกต้นไม้ง่ายๆ นั้นแทนผม 

โดยคิดค่าจ้างถูกๆ เพื่อแลกกับการมีต้นไม้ไว้ส่ง

 

ผมเพิ่งมารู้ตอนโต 

เพื่อนคนนั้นก็ไม่ได้ปลูกเองเช่นกัน 

เขาไปซื้อมาในราคาที่ถูกมากๆ 

และเอามาให้เราทั้งกระถาง 

พร้อมบวกค่าดำเนินการนิดหน่อย

.

เราต่างคิดว่านี่คือเรื่องตลกขบขันในวัยเด็ก

แต่ความจริงแล้ว 

เพื่อนของผมคนนั้นคือคนที่สามารถค้นหาปัญหาของเพื่อนร่วมห้องพบ

ซึ่งเป็นการมองที่ “ขาด” มาก

และสิ่งนี้ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้ได้จริงๆ 

 

ไม่แน่ใจว่าทักษะการมองเห็นปัญหาที่เขามีอยู่นี้รึเปล่า 

ที่ส่งผลให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกในปัจจุบัน 

และหนึ่งในรายการสินค้าที่เขาส่งออก ก็มีสินค้าเกษตรด้วย

 

2.วิชานำเสนอคุณค่า

 

คนส่วนใหญ่กลัวการขาย

เพราะภาพที่ติดมากับการขายคือการถูกปฏิเสธ

 

อันที่จริงเราต่างขายกันอยู่ในทุกมิติ

และมันเริ่มตั้งแต่ตื่นนอน

 

ความพยายามที่เราใช้ในการสื่อสารกับตัวเองเพื่อให้เราลุกขึ้นไปทำงานทั้งๆ ที่ไม่อยากจะลุก

สิ่งนี้ก็คือการขาย

 

สุนัขเดินตาม ทำหน้าตาน่าสงสาร หวังให้เราโยนลูกชิ้นในมือให้

ก็เป็นการขาย

(หลายคน นอกจากจะถูกน้องหมาปิดการขายได้แล้ว ยังดูดน้ำจิ้มเผ็ดๆ ออกจากลูกชิ้นก่อนจะโยนให้อีก ... ในทางธุรกิจ พฤติกรรมพลีกายให้น้องหมาเช่นนี้ เราไม่ใช่แค่ Buyer แต่เราได้กลายเป็น Fan Club ระดับติ่งของน้องหมาไปแล้ว)

 

เช่นกัน ...

ความพยายามโน้มน้าวให้ใครบางคนสนใจสินค้าและบริการของเราก็เป็นอะไรที่ไม่ต่างกัน

 

ในขณะที่เราขาย ลูกค้าก็ขายพร้อมๆ 

กันเขาขายเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงยังไม่ซื้อสินค้าของเราในตอนนี้

ในทางธุรกิจเรียกสิ่งนั้นว่า “ข้อโต้แย้ง”

 

สมัครงานก็คือการขาย

แต่งตัวไปทำงานก็คือการขาย

ยิ้มให้เพื่อนร่วมงานก็คือการขาย

ชวนเพื่อนร่วมงานไปกินข้าวเที่ยงร้านที่เราอยากกินก็คือการขาย

ทุกสิ่งทุกอย่างทุกมิติ คือ การขาย

 

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเราไม่เคยขาย

แต่อะไรล่ะ? ทำให้เรารู้สึกว่า การขายกับเรามันไม่ควรที่จะมาเกี่ยวข้องกัน 

 

ระบบการศึกษาไม่เคยสอนให้เราทำธุรกิจ

พวกเขาสอนให้เราหาอาชีพทำ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องขาย

พวกเขาปลูกฝังให้เราเห็นว่า การขายคือสิ่งที่ไร้เกียรติ

 

เขาบอกเราว่า แม่ค้าต้องปากตลาด

คนขายส้มตำคือคนชั้นล่าง

 

แล้วกี่ครั้งกี่หนกันในชีวิตนี้ 

ที่เราเห็นพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นมีรถขับ มีบ้านอยู่ มีทรัพย์สิน

ในขณะที่เราใส่สูท ผูกไท แต่ไม่มีอะไรเลย นอกจากเงินเดือนชนเดือน และอีโก้

 

3.วิชาค้นหาลูกค้า

 

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นลูกค้าของเราได้

สินค้าและบริการของเราจะแก้ปัญหาให้ได้แค่กับคนบางคนเท่านั้น

สิ่งที่มักเกิดขึ้นเสมอเวลาที่ผมจัดคลาสสอนผู้ประกอบการ

ผู้เรียนส่วนใหญ่ล้วนมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

คือ "ผู้หญิง อายุ 24-35 รายได้ 25,000-35,000 ต่อเดือน”

ย่ำแย่ไปกว่านั้น สำหรับบางคน 

“ผู้หญิงทุกคน” คือกลุ่มเป้าหมาย

 

หากเราเริ่มธุรกิจด้วยการไม่รู้ว่าลูกค้าที่แท้จริงของเราคือใคร

สิ่งนี้เทียบได้กับการกลัดกระดุมข้ามเม็ด

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คือความผิดพลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ลูกค้าคนละแบบ ต้องใช้การสื่อสารคนละอย่าง

เรื่องราวคนละเรื่อง คุณประโยชน์คนละแบบ ราคาคนละช่วงชั้น หรือแม้แต่ภาษาคนละระดับ

 

หากกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจใดคือคนทุกคน

นั่นแปลว่า ธุรกิจนั้นไม่มีกลุ่มเป้าหมายเลย

 

โจทย์เล็กๆ นี้ทำให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ล้มตายมาแล้วนับไม่ถ้วน

ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับสายการบิน air france สมัยที่มีเครื่องบินคองคอร์ด

 

นอกจากเรื่องของอุบัติเหตุใหญ่เมื่อปี ค.ศ.2000 ที่ปารีสแล้ว 

เรื่องต้นทุนการบริหารจัดการที่ไม่สัมพันธ์กับจำนวนลูกค้าก็เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เครื่องบินรุ่น

นี้ควรที่จะอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากกว่าบนฟ้า

 

คองคอร์ดถูกผลิตขึ้นมาเพื่อให้เป็น “เครื่องบินพาณิชย์ที่เร็วที่สุดในโลก” เป็นหลัก 

เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องรอง

 

ผู้ผลิตอาจลืมความหมายของการเป็นเครื่องบินพาณิชย์ไปว่า มันจำเป็นต้องมีผู้โดยสาร

ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วในการบินแต่ละครั้ง

ทำให้ค่าโดยสารชั้นประหยัดเริ่มต้นที่ราคาเทียบเท่ากับชั้น first class ของเครื่องบินโดยสารปกติ

 

สิ่งนี้เองที่เป็นจุดหักเห

 

เพราะแม้จะมีบริการและอาหารที่หรูหราขนาดไหน

แต่จุดเด่นที่เรื่องบินไวไม่ได้สนองความต้องการเท่าที่คิด

ซ้ำร้าย กลับทำให้ลูกค้ารู้สึกไปอีกทาง

 

ผู้โดยสารรู้สึกคุ้มค่ามากกว่าที่จะจ่ายเงินในจำนวนเท่ากัน 

แต่ได้รับบริการระหว่างการเดินทางที่ยาวนานกว่า

 

จากจำนวน 128 ที่นั่ง 

ในบางเที่ยวบินเหลือผู้โดยสารไม่ถึงครึ่งลำ

แม้ในวันเกิดอุบัติเหตุใหญ่ ก็มีผู้โดยสารไม่ถึง 100 คน 

 

บินไว ไม่ได้ตอบโจทย์

คองคอร์ดขาดทุน

 

หากผู้ผลิต ให้เวลากับการค้นหาลูกค้าที่แท้จริงของพวกเขาสักนิด 

บางทีคองคอร์ดอาจมีขนาดเล็กลงกว่านี้ และมันหมายถึงการใช้ต้นทุนในการบินแต่ละครั้ง น้อยลงเช่นกัน

 

(อีกไม่นานจะมีเครื่องบินเร็วเหนือเสียงแต่ขนาดเล็กลงกว่าคองคอร์ดมาก (ไม่เกิน 45 ที่นั่ง) ที่สร้างโดยสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกันออกมาให้บริการ 

แว่วๆ ว่าจะสายการบินเวอร์จิ้น แอตแลนติก ของเซอร์ริชาร์ด แบรนสัน จะเอาออกมาให้บริการเป็นเจ้าแรก)

 

หันกลับมามองธุรกิจเล็กๆ

 

ไม่สงสัยกันบ้างหรือว่า เหตุใด

ธุรกิจที่ดูจะไม่น่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราเท่าไหร่อย่าง ขายปืน ขายถ่านไม้ หรือแม้แต่ขายอาหารปลา ถึงยังอยู่ได้(และกำไรงามด้วย)

 

เหตุผลเดียวเท่านั้น 

เพราะพวกเขารู้ว่า ใครคือลูกค้า

 

4.วิชาทำให้คนตัดสินใจ

 

ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าวิชานำเสนอคุณค่า(ในข้อ 2) คือวิชาเปิดการขาย

และวิชาทำให้คนตัดสินใจ คือวิชาปิดการขาย

 

บ่อยครั้งที่เราสามารถสังเกตได้ว่าลูกค้ามีความต้องการ

แต่ก็บ่อยครั้งเช่นกันที่เราไม่สามารถทำให้พวกเขาได้รับในสิ่งที่เขาต้องการได้สักที

 

หน้าที่หนึ่งของผู้ประกอบการคือการทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่ดีกว่า

และตัวเลือกที่ดีกว่านั้นก็คือ เรา

 

"ราคา" มาจากภาษาบาลีว่า "ราคะ" แปลว่าความอยากได้

ผมค้นพบความจริงที่ว่า 

ในการทำธุรกิจ ใครที่พูดหรือถามถึงเรื่อง "ราคา" ก่อนแปลว่าคนคนนั้นกำลังอยากได้

 

หากลูกค้าพูดคำนี้ แปลว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่ยังหยุดเขาไว้ไม่ให้ตัดสินใจ นั่นคือราคา

แต่เมื่อใดก็ตามที่เจ้าของธุรกิจพูดคำนี้ นั่นแปลว่าเราอยากได้เงินเขาเต็มทนแล้วเช่นกัน

 

ทันทีที่ลูกค้าถามราคาแล้วเราตอบราคา 

มันเปรียบเสมือนกับการบอกลูกค้าว่าเขาเหลืออยู่แค่ 2 ทางเลือก

แล้วคือ “ซื้อ” ไม่ก็ “เอาไว้ก่อน”

 

ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จรู้ดีว่า 

ทันทีที่ลูกค้าถามราคา เราควรพาเขาให้ไปไกลกว่าสิ่งที่เขากำลังติดอยู่

 

ในขณะที่เขากำลังกังวลเรื่องขนาดของกำแพง 

เราควรชี้ให้เขาเห็นว่าใต้กำแพงมีประตูอย่างน้อย 2 บาน

 

“สะดวกชำระเป็นเงินสด หรือบัตรเครดิตคะ” คือ คำพูดติดปากทีมขายของผม

 

กระนั้นก็ตาม

แม้ว่าลูกค้าจะยังไม่ตัดสินใจในทันที

ผู้ประกอบการที่เก่งมักรู้จักการตั้งคำถาม “ทำไม”

 

การตั้งคำถามแบบนี้ จะทำให้ผู้ขายสามารถค้นหาปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าได้ในที่สุด

 

ถึงเมื่อนั้นค่อยตรวจสอบอีกครั้งว่า เราพอจะช่วยเหลืออะไรลูกค้าได้บ้าง

หากช่วยไม่ได้ ก็ถึงคราวที่จะต้องไปใช้เวลากับลูกค้าคนถัดไป

 

ทำไมจึงควรสอนสิ่งนี้ในโรงเรียน?

นั่นเพราะ “เวลา” เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และเราไม่ควรเสียมันไปโดยเปล่าประโยชน์

 

เงิน อาจทำให้คนจนและคนรวยมีช่องว่าง

แต่ถ้าวัดความมั่งคั่งกันที่จำนวนเวลา ทุกชีวิตนั้นเท่าเทียม

 

แม้เยาวชนของเราจะไม่ได้อยากเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการทั้งประเทศ

แต่พวกเขาควรจะได้เรียนรู้วิธีที่จะทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุด

พวกเขาไม่ควรเสียเวลากับคนที่ไม่ใช่

แต่ควรอดทนและมีศิลปะในการเจรจากับคนที่ใช่ให้มากกว่า

เพื่อให้ชีวิตของพวกเขาก้าวไปข้างหน้าให้ได้มากที่สุด

 

5.วิชาจริงใจในสินค้าและบริการ

 

อันที่จริง มันเริ่มมาจากการจริงใจกับตัวเอง

ผู้คนจำนวนมากในสังคมอยากมีชีวิตที่ดี

แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง

พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานเก็บเงิน หวังลมๆ แล้งๆ ถึงอนาคตที่น่าจะดีขึ้น

โดยหารู้ไม่ว่า การไม่จริงใจกับตัวเอง จะทำให้พวกเขายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในเป้าหมายของคนอื่นต่อไปจนกระทั่งทำงานไม่ไหวในวันหนึ่ง

 

ความจริงใจ คือเรื่องพื้นฐาน

ไม่จำเป็นต้องสร้าง เพราะมันมีอยู่แล้ว

 

การขายที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ก็คือขายเรื่องพื้นฐานของสินค้าและบริการ

การบอกไปตรงๆ ว่าคุณช่วยอะไรลูกค้าได้ และช่วยอะไรลูกค้าไม่ได้ เป็นสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ยินมากที่สุด

 

ในทางธุรกิจ เราเรียก การรับปากว่าช่วยได้แต่ความสามารถของเราไม่ถึงพอที่จะช่วยได้ ว่า Over Claim 

สิ่งนี้สะท้อนความไม่จริงใจของผู้ประกอบการ

และแน่นอน มันก่อให้เกิดการบ่อนทำลายระยะยาว

 

ชีวิตนอกธุรกิจก็เช่นกัน

เด็กรุ่นนี้มีความอินดี้สูง

และเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าความสามารถที่พวกเขามี

หากพวกเขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้

นี่อาจเป็นสาเหตุแห่งหายนะ

สถิติบอกเราชัดเจนว่า เด็กรุ่นใหม่พร้อมจะลาออกทันทีที่เขาอยาก

บริษัทอาจเดือดร้อนบ้างแต่คนที่จะเดือดร้อนกว่าในระยะยาวคือตัวเด็กเอง

 

การเข้าใจพื้นฐาน คือชิ้นส่วนสำคัญที่สุดในการพัฒนา

 

6.วิชาเอาชนะความกลัวในการคุยกับคนแปลกหน้าของคุณ

 

เงินและโอกาสมีอยู่ทุกที่

ตราบใดที่ “ที่” เหล่านั้นมี “ผู้คน”

 

เท่าที่ศึกษาชีวประวัติคนสำเร็จในสาขาต่างๆ มา

ผมไม่เคยเห็นใครได้รับโอกาสใหม่ๆ หรือเห็นหนทางใหม่ๆ จากคนรู้จักคุ้นเคยที่รายล้อมพวกเขามาตั้งแต่เกิดเลยก่อนประสบความสำเร็จ พวกเขาล้วนผ่านจุดที่ต้องเจอกับ “คนแปลกหน้า” มาแล้วทั้งนั้น

 

วอเร็น บัฟเฟต์ , มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก , เจ้าสัวธนินทร์ , เจ้าสัวเจริญ ฯลฯ คนเหล่านี้ล้วนเป็น introvert ไม่ชอบเจอคน

แต่บนถนนความมั่งคั่ง พวกเขาเอาตัวเองออกมาจากนิสัยเดิมๆ

 

อันที่จริงคนเราไม่ได้กลัวคนแปลกหน้า

แต่เรากลัวผลลัพธ์จากการต้องพบเจอกับคนแปลกหน้ามากกว่า

 

เราไม่ได้กลัวการขาย

แต่เรากลัวการถูกปฏิเสธ ที่เป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดตามมาจากการขาย

(และเรามักจะกลัวไปก่อนที่จะเริ่มขาย)

 

ทุกคนต่างกลัวการถูกปฏิเสธ

แต่ข่าวดีคือ เราจะได้รับการเรียนรู้ใหม่ๆ ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธ

และสิ่งนี้แหละที่จะทำให้เราพัฒนาขึ้นทุกวัน

 

สุภาษิตจีนบอกไว้ว่า “หนทางหมื่นลี้เริ่มที่ก้าวแรก”

และก้าวแรกนี่แหละที่หยุดคนไว้ได้มากที่สุด  

 

กี่ครั้งแล้วที่เราเผชิญหน้ากับความกลัว

แต่เมื่อผ่านไปได้ กลับบอกตัวเองว่า “แค่นี้เองน่ะเหรอ”

 

ทุกอุปสรรคก็เป็นแบบนี้แหล่ะ

ความกลัวเป็นแค่ชิ้นส่วนหนึ่งของการก้าวข้ามอุปสรรค

ไม่ใช่องค์ประกอบหลักทั้งหมด

 

7.วิชาวิจัยและพัฒนาจากความผิดพลาด

 

แทนที่จะถามตัวเองว่า “ทำไมลูกค้าถึงปฏิเสธฉัน” 

ลองตั้งคำถามใหม่ว่า “ทำไมลูกค้าถึงปฏิเสธวิธีของฉัน” 

หากคุณเจอลูกค้าที่ใช่แต่ยังถูกปฏิเสธอยู่ส่วนใหญ่แล้ว มันเป็นปัญหาของ “วิธีการ”

 

การหมั่นตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “เราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้”

ตามมาด้วย “และเราจะทำอะไรบ้างเพื่อให้มันดีขึ้น”

วิธีนี้จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

 

มนุษยชาติต้องผิดพลาดมากมายกว่าที่พี่น้องตระกูลไรท์จะส่งเครื่องบินขึ้นฟ้าได้สำเร็จ

กระนั้นก็ยังมีหายนะเกิดขึ้นมากมายกว่าที่การบินจะกลายเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

 

และแม้สถิติจะบอกอย่างนั้น

ใครกัน จะสามารถรับประกันได้ว่า

ในจำนวนวันละ 102,400 กว่าเที่ยวบินของเครื่องบินโดยสารทั้งโลก 

จะไม่มีความผิดพลาดทางการบินเกิดขึ้นอีกเลย?

 

บทสรุป

 

หากการสอนให้เด็กแบบที่สอนอยู่ในระบบมันเวิร์คจริงๆ 

ป่านนี้ประเทศเราคงไม่ใช่แบบนี้

 

คนไทยมี DNA ของความฉลาดในการเอาชีวิตรอดมาตั้งแต่สมัยโบราณอยู่แล้ว

 

ผมเชื่อว่าหากวิชาทั้ง 7 นี้ถูกเพิ่มเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา 

เด็กไทยจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมของโลกในระยะยาวแน่นอน

.

#ผู้กองเบนซ์

 

ปล.ผมเขียนด้วยอคติต่อระบบการศึกษาล้วนๆ

 

 

แหล่ง: https://www.harveker.com/2014/08/01/four-words-in-marketing

 

https://www.richdad.com/Resources/Rich-Dad-Financial-Education-Blog/September-2016/The-3-Best-Kept-Secrets-of-Sales-Superstars.aspx

 

 01-02-capt-benz-บทความเรื่อง-7-สิ่งที่ควรสอนใน-รร

Copyright © 2019 www.captbenz.com All Rights Reserved.​​

จีเนียส เว็บสวย ติดหน้าแรกๆ Google